หน้าแรก บทความ Microsoft
Microsoft

Combine Documents ใน Word: รวมหลายเอกสารเป็นไฟล์เดียว

เผยแพร่ 13 ส.ค. 69

เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม ทำงานกลุ่มแล้วให้แต่ละคนแก้รายงานคนละสำเนา พอถึงเวลาจะรวมงานกลับเข้าไฟล์เดียว ต้องมานั่งเทียบเองทีละบรรทัดว่าใครแก้ตรงไหนบ้าง เสียเวลามากและพลาดง่าย ฟีเจอร์ Combine ใน Word ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยรวมการแก้ไขจากไฟล์หลายเวอร์ชันของเอกสารต้นฉบับเดียวกันเข้าเป็นไฟล์เดียว พร้อมแสดงให้เห็นชัดว่าใครแก้ตรงไหน แม้คนที่แก้จะไม่ได้เปิด Track Changes ไว้เลยก็ตาม

Combine ต่างจาก Compare อย่างไร

สองฟีเจอร์นี้อยู่ในเมนูเดียวกันและมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริงๆ ใช้งานคนละจุดประสงค์:

พูดง่ายๆ คือ Compare ดูความต่างของ 2 เวอร์ชัน ส่วน Combine รวบรวมการแก้ไขจากหลายคนเข้าด้วยกัน

วิธีใช้ Combine รวมเอกสาร

  1. เปิด Word ขึ้นมาไฟล์ไหนก็ได้ (ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟล์ต้นฉบับหรือไฟล์ที่แก้มาก่อน)
  2. ไปที่แท็บ Review แล้วกด Compare บนริบบอน
  3. เลือกเมนูย่อย Combine
  4. ที่ช่อง Original document เลือกไฟล์ต้นฉบับที่ยังไม่มีใครแก้
  5. ที่ช่อง Revised document เลือกไฟล์ที่เพื่อนร่วมงานคนแรกแก้ไขมา
  6. กด OK Word จะรวมการแก้ไขทั้งหมดมาแสดงเป็น Tracked Changes ให้เลือกรับ (Accept) หรือปฏิเสธ (Reject) ทีละจุดได้ตามปกติ

ถ้ามีคนแก้มาหลายไฟล์ ให้ทำ Combine ซ้ำอีกรอบ โดยใช้ไฟล์ที่เพิ่งรวมเสร็จเป็น Original document แล้วเลือกไฟล์ของคนถัดไปเป็น Revised document ทำวนแบบนี้ทีละคู่จนครบทุกคน ก็จะได้เอกสารสรุปที่รวมการแก้ไขของทุกคนไว้ในไฟล์เดียว

ทำไม Combine ถึงมีประโยชน์กับงานกลุ่ม

เวลาให้สมาชิกในทีมแก้เอกสารแยกกันคนละสำเนา ปัญหาที่เจอบ่อยคือไม่รู้ว่าใครแก้ตรงไหน ต้องเปิดไฟล์เทียบเองทีละหน้า Combine ช่วยตัดขั้นตอนนี้ออกไปเพราะ:

ข้อควรระวังเวลาใช้ Combine

สรุป

Combine เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยชีวิตเวลาต้องรวมงานจากหลายคนที่แก้เอกสารต้นฉบับเดียวกันแยกกันคนละไฟล์ ต่างจาก Compare ที่ใช้เทียบ 2 เวอร์ชันของคนเดียว ใช้งานผ่าน Review > Compare > Combine เลือกไฟล์ต้นฉบับกับไฟล์ที่แก้มา แล้วทำซ้ำทีละคู่จนครบทุกคน แต่ถ้าอยากลดขั้นตอนตั้งแต่ต้น การใช้ OneDrive Co-authoring ให้ทุกคนแก้ไฟล์เดียวกันพร้อมกันจะช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่า

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนและเรียบเรียงโดย AI

← กลับหน้าบทความ
Line