บางครั้งต้องการดึงเฉพาะแถวแรกๆ หรือตัดแถวหัวตารางออกจากช่วงข้อมูลก่อนนำไปคำนวณต่อ ปกติต้องระบุช่วงเซลล์ให้ตรงเองทุกครั้ง ถ้าข้อมูลเปลี่ยนจำนวนแถวต้องแก้ช่วงใหม่ TAKE และ DROP คือฟังก์ชันที่ดึงหรือตัดแถว/คอลัมน์จากช่วงข้อมูลแบบไดนามิก ปรับตามขนาดข้อมูลจริงอัตโนมัติ
ความแตกต่าง
| ฟังก์ชัน | ทำอะไร |
| TAKE | ดึงเฉพาะจำนวนแถว/คอลัมน์ตามที่กำหนดจากต้นหรือท้ายช่วงข้อมูล |
| DROP | ตัดจำนวนแถว/คอลัมน์ตามที่กำหนดออกจากต้นหรือท้ายช่วงข้อมูล |
โครงสร้างสูตร
=TAKE(ช่วงข้อมูล, จำนวนแถว, [จำนวนคอลัมน์]) — ใส่ค่าลบเพื่อดึงจากท้ายแทนจากต้น=DROP(ช่วงข้อมูล, จำนวนแถว, [จำนวนคอลัมน์]) — ใส่ค่าลบเพื่อตัดจากท้ายแทนจากต้น
ตัวอย่างการใช้งาน
=TAKE(A1:A5,3)| A | D | |
|---|---|---|
| 1 | สาขา 1 | สาขา 1 |
| 2 | สาขา 2 | สาขา 2 |
| 3 | สาขา 3 | สาขา 3 |
| 4 | สาขา 4 | |
| 5 | สาขา 5 |
สูตร =TAKE(A1:A5,3) ดึงมาแค่ 3 แถวแรก ถ้าเปลี่ยนเป็น =TAKE(A1:A5,-3) จะดึง 3 แถวสุดท้ายแทน ส่วน DROP ทำงานตรงข้าม เช่น =DROP(A1:A5,1) จะตัดแถวแรกออก เหลือแถว 2-5 เหมาะกับการตัดหัวตารางออกก่อนนำไปคำนวณต่อ
ใช้ร่วมกับฟังก์ชัน Dynamic Array อื่น
มักใช้ร่วมกับ SORT หรือ UNIQUE เช่น ดึง 5 อันดับยอดขายสูงสุด: =TAKE(SORT(A2:B10,2,-1),5) จะเรียงข้อมูลจากมากไปน้อยตามคอลัมน์ 2 ก่อน แล้วดึงมาแค่ 5 แถวแรก
ข้อควรรู้
ใช้ได้กับ Microsoft 365 ที่อัปเดตล่าสุด และผลลัพธ์เป็น Dynamic Array ที่ปรับขนาดอัตโนมัติตามช่วงข้อมูลต้นทาง ถ้าข้อมูลต้นทางเปลี่ยนจำนวนแถว ผลลัพธ์จะคำนวณใหม่ให้ทันที
สรุป
TAKE และ DROP เหมาะกับการดึงหรือตัดข้อมูลบางส่วนแบบไดนามิกโดยไม่ต้องระบุช่วงเซลล์ตายตัว ถ้าต้องการรวมช่วงข้อมูลหลายส่วนเข้าด้วยกันหลังตัดแล้ว อ่านต่อได้ที่ VSTACK / HSTACK ใน Excel รวมหลายตารางเข้าด้วยกันด้วยสูตรเดียว