ถ้า NPV ตอบคำถามว่า “คุ้มไหมที่อัตราคิดลดเท่านี้” IRR (Internal Rate of Return) จะตอบคำถามกลับด้านว่า “โครงการนี้ให้ผลตอบแทนจริงกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี” โดยหาอัตราที่ทำให้ NPV ของกระแสเงินสดทั้งหมดเท่ากับ 0 พอดี ไม่ต้องกำหนดอัตราคิดลดเอง
รูปแบบสูตร
| อาร์กิวเมนต์ | ความหมาย |
| values | ช่วงกระแสเงินสดทั้งหมด ต้องมีทั้งค่าลบ (ลงทุน) และค่าบวก (รับคืน) อย่างน้อยอย่างละ 1 ค่า |
| [guess] | ค่าเดาเริ่มต้น (ปกติไม่ต้องใส่ Excel จะเดาเองที่ 10%) |
ตัวอย่าง: โครงการลงทุน 4 ปี
=IRR(B1:B5)| A | B | |
|---|---|---|
| 1 | ลงทุนปีที่ 0 | -100000 |
| 2 | กระแสเงินสดปีที่ 1 | 30000 |
| 3 | กระแสเงินสดปีที่ 2 | 35000 |
| 4 | กระแสเงินสดปีที่ 3 | 40000 |
| 5 | กระแสเงินสดปีที่ 4 | 45000 |
| 6 | IRR | 17.09% |
ต่างจาก NPV ตรงที่ ลากช่วงข้อมูลรวมเงินลงทุนปีที่ 0 เข้าไปด้วยเลย ไม่ต้องแยกบวกทีหลัง เพราะ IRR ใช้ตำแหน่งแรกในช่วงเป็นจุดเริ่มต้น (ปีที่ 0) อยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ 17.09% หมายความว่าโครงการนี้ให้ผลตอบแทนจริงปีละ 17.09% ถ้าเทียบกับตัวอย่างในบทความ NPV ที่ตั้งอัตราคิดลดไว้ 8% แล้ว NPV ออกมาเป็นบวก ก็ตรงกับที่นี่ IRR (17.09%) สูงกว่า 8% พอดี
วิธีอ่านผลลัพธ์เทียบกับเป้าหมาย
เอา IRR ที่ได้ไปเทียบกับผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ (Required Rate of Return) ถ้า IRR สูงกว่าเป้าหมาย โครงการนั้นน่าลงทุน ถ้าต่ำกว่าควรพิจารณาทางเลือกอื่น เหมาะใช้เปรียบเทียบหลายโครงการที่มีเงินลงทุนไม่เท่ากันได้ง่ายกว่า NPV เพราะออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกันตรงๆ
สรุป
IRR และ NPV ใช้คู่กันได้ดี NPV บอกมูลค่าเป็นตัวเงิน ส่วน IRR บอกเป็นเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทน ลองใช้ทั้งคู่ประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุนจริงจะเห็นภาพครบกว่าดูตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว อ่านเพิ่มได้ที่ NPV ใน Excel