เวลาทำเอกสารที่ต้องใช้เลขโรมัน เช่น เลขบทในรายงาน (Chapter I, II, III) หรือหัวข้อทางการ Excel มีสูตรแปลงเลขอารบิกเป็นเลขโรมันให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องพิมพ์เอง คือ ROMAN และสูตรที่แปลงกลับคือ ARABIC
ROMAN: แปลงเลขอารบิกเป็นเลขโรมัน
รูปแบบสูตรคือ =ROMAN(number, [form]) โดย number ต้องเป็นจำนวนเต็มระหว่าง 1-3999 (เลขโรมันมาตรฐานเขียนได้ไม่เกินนี้)
=ROMAN(A2)| A | B | |
|---|---|---|
| 1 | เลขบท | เลขโรมัน |
| 2 | 4 | IV |
| 3 | 9 | IX |
| 4 | 2026 | MMXXVI |
พารามิเตอร์ form: ย่อรูปแบบเลขโรมันได้
ปกติ ROMAN จะเขียนเลขโรมันแบบมาตรฐาน (form = 0 หรือไม่ใส่พารามิเตอร์นี้เลย เช่น 1990 = MCMXC) แต่ถ้าใส่ค่า form เป็นเลข 1, 2, 3 หรือ 4 จะได้เลขโรมันรูปแบบย่อที่สั้นลงเรื่อยๆ (ไม่ใช่รูปแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป) งานเอกสารทั่วไปแนะนำให้ใช้ค่าเริ่มต้น (0) เพราะเป็นรูปแบบที่คนอ่านคุ้นเคยที่สุด ส่วน form 1-4 เหมาะกับกรณีต้องการเลขโรมันสั้นกระชับเป็นพิเศษเท่านั้น
ARABIC: แปลงเลขโรมันกลับเป็นเลขอารบิก
ถ้ามีข้อความเลขโรมันอยู่แล้วและต้องการแปลงกลับเป็นตัวเลขปกติเพื่อนำไปคำนวณต่อ ใช้ =ARABIC(text)
=ARABIC(B2)| B | C | |
|---|---|---|
| 1 | เลขโรมัน | เลขอารบิก |
| 2 | XIV | 14 |
| 3 | MMXXVI | 2026 |
ARABIC รับได้ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และเล็ก แต่ต้องเป็นรูปแบบเลขโรมันที่ถูกต้องเท่านั้น ถ้าพิมพ์ผิดหลักไวยากรณ์เลขโรมัน (เช่น IIII แทนที่จะเป็น IV) จะขึ้น #VALUE!
ใช้งานจริงตรงไหนได้บ้าง
- ตั้งเลขบทหรือหัวข้อในรายงาน/สารบัญ ให้เปลี่ยนอัตโนมัติเมื่อลำดับเปลี่ยน
- ทำเลขปีแบบเลขโรมันสำหรับใบประกาศ/ตราสัญลักษณ์
- แปลงเลขโรมันที่ก็อปมาจากเอกสารอื่นให้กลับเป็นตัวเลขคำนวณได้ด้วย ARABIC
สรุป
ROMAN แปลงเลขอารบิกเป็นเลขโรมัน ส่วน ARABIC ทำงานตรงกันข้าม ทั้งคู่เป็นฟังก์ชันเฉพาะทางที่ไม่ได้ใช้บ่อย แต่สะดวกมากเวลาต้องทำเอกสารที่ต้องใช้เลขโรมันซ้ำๆ โดยไม่ต้องพิมพ์เองทีละตัว