GCD (ห.ร.ม. — ตัวหารร่วมมาก) และ LCM (ค.ร.น. — ตัวคูณร่วมน้อย) เป็นสูตรคณิตศาสตร์พื้นฐานที่มีประโยชน์เวลาต้องแบ่งจำนวนของให้ลงตัวเท่ากันทุกกลุ่ม หรือหาจังหวะเวลาที่เหตุการณ์หลายอย่างจะตรงกันพอดี
GCD: หาตัวหารร่วมมาก
=GCD(number1, [number2], ...)
=GCD(A2,B2)| A | B | C | |
|---|---|---|---|
| 1 | ของชิ้นที่ 1 | ของชิ้นที่ 2 | ห.ร.ม. |
| 2 | 24 | 36 | 12 |
ตัวอย่างนี้ ถ้ามีสินค้า 24 ชิ้นและ 36 ชิ้น แล้วต้องการแบ่งเป็นกล่องขนาดเท่ากันโดยไม่มีเศษเหลือ จำนวนกล่องมากที่สุดที่แบ่งได้ลงตัวคือ 12 กล่อง (24÷12=2 และ 36÷12=3 ลงตัวพอดีทั้งคู่)
LCM: หาตัวคูณร่วมน้อย
=LCM(number1, [number2], ...)
=LCM(A2,B2)| A | B | C | |
|---|---|---|---|
| 1 | รอบส่งของ A (วัน) | รอบส่งของ B (วัน) | ค.ร.น. |
| 2 | 4 | 6 | 12 |
ถ้าซัพพลายเออร์ A ส่งของทุก 4 วัน และซัพพลายเออร์ B ส่งทุก 6 วัน ทั้งสองรายจะมาส่งของตรงวันเดียวกันทุกๆ 12 วัน มีประโยชน์เวลาวางแผนตารางงานที่มีรอบเวลาไม่เท่ากันหลายชุด
ตัวอย่างการใช้งานจริง
- GCD — แบ่งพนักงานเป็นทีมเท่าๆ กันจากหลายแผนก, ลดอัตราส่วนส่วนผสมในสูตรอาหารให้เป็นตัวเลขน้อยที่สุด, จัดเรียงสินค้าลงกล่องขนาดมาตรฐาน
- LCM — หาว่ากะทำงานหมุนเวียนหลายรอบจะตรงกันวันไหน, วางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักรที่มีรอบต่างกัน, คำนวณตารางเวลาขนส่งที่มีความถี่ไม่เท่ากัน
ข้อควรรู้
- ทั้งสองฟังก์ชันรับได้สูงสุด 255 ค่า และต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเท่านั้น ถ้าใส่ค่าติดลบจะขึ้น
#NUM! - ถ้าใส่ตัวเลขที่มีทศนิยม Excel จะปัดเศษทิ้งก่อนคำนวณให้อัตโนมัติ
- ดูเพิ่มเติมที่ MOD ใน Excel ซึ่งใช้หาเศษจากการหารที่เกี่ยวข้องกับหลักการเดียวกัน
สรุป
GCD หาตัวหารร่วมมากที่สุดที่แบ่งจำนวนหลายชุดได้ลงตัว ส่วน LCM หาตัวคูณร่วมน้อยที่สุดที่รอบเวลาหรือจำนวนหลายชุดจะตรงกันพอดี ทั้งสองฟังก์ชันใช้รูปแบบเดียวกันคือ =GCD(เลข1, เลข2, ...) และ =LCM(เลข1, เลข2, ...) เหมาะกับงานวางแผนแบ่งของหรือจัดตารางเวลาที่มีรอบไม่เท่ากัน