หน้าแรก › บทความ › Microsoft
Microsoft

DSUM และ DGET ใน Excel สรุปข้อมูลด้วยตารางเงื่อนไข

เผยแพร่ 21 ส.ค. 69

DSUM และ DGET เป็นกลุ่ม “Database Functions” ใน Excel ที่ใช้ตารางเงื่อนไขแยกต่างหาก (Criteria Range) แทนการเขียนเงื่อนไขในสูตรโดยตรงแบบ SUMIFS หรือ COUNTIFS เหมาะกับตารางข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีเงื่อนไขซับซ้อนหลายชั้น เพราะแก้เงื่อนไขได้ง่ายแค่แก้ในตาราง ไม่ต้องไปแก้สูตร

โครงสร้างที่ต้องมีก่อนใช้งาน

ฟังก์ชันกลุ่มนี้ต้องมี 2 ส่วนเสมอ คือ Database (ตารางข้อมูลหลัก มีหัวคอลัมน์) และ Criteria Range (ตารางเงื่อนไขแยกต่างหาก ที่มีหัวคอลัมน์ตรงกับ Database อย่างน้อย 1 คอลัมน์)

DSUM: รวมค่าตามเงื่อนไข

=DSUM(database, field, criteria)

ผลลัพธ์จริงของสูตร DSUM ใน Excel

ภาพจริงจาก Excel: ตัวอย่างสูตร DSUM (ข้อมูลในภาพเป็นตัวอย่างสมมติ อาจต่างจากตัวเลขในข้อความเล็กน้อย แต่หลักการเหมือนกัน)

ตัวอย่างข้อมูล: Database (A1:C6) A B C 1 สาขา สินค้า ยอดขาย 2 กรุงเทพ เสื้อ 1,200 3 เชียงใหม่ เสื้อ 800 4 กรุงเทพ กางเกง 500 5 กรุงเทพ เสื้อ 950 6 เชียงใหม่ กางเกง 300

Criteria Range (E1:F2)
E F
1 สาขา สินค้า
2 กรุงเทพ เสื้อ
E4fx=DSUM(A1:C6,"ยอดขาย",E1:F2)
E4=2,150

สูตรนี้รวมยอดขายเฉพาะแถวที่สาขา = “กรุงเทพ” และสินค้า = “เสื้อ” พร้อมกัน (1,200+950 = 2,150) ถ้าต้องการเปลี่ยนเงื่อนไข แค่แก้ค่าในตาราง Criteria Range ไม่ต้องแก้สูตรเลย

DGET: ดึงค่าเดียวที่ตรงเงื่อนไข

=DGET(database, field, criteria) ทำงานคล้าย DSUM แต่คืนค่าตัวเดียวแทนการรวม เหมาะกับการค้นหาแบบ VLOOKUP ที่มีเงื่อนไขหลายคอลัมน์พร้อมกัน — ข้อควรระวังคือถ้าเงื่อนไขตรงกับมากกว่า 1 แถว DGET จะขึ้น #NUM! ทันที เพราะออกแบบมาให้ใช้กับกรณีที่ผลลัพธ์ต้องมีแค่แถวเดียวเท่านั้น

เมื่อไหร่ควรใช้ Database Functions แทน SUMIFS

ข้อควรรู้

สรุป

DSUM และ DGET ใช้ตาราง Criteria Range แยกจากสูตร ทำให้ปรับเงื่อนไขได้ง่ายโดยไม่ต้องแก้สูตร เหมาะกับตารางข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีเงื่อนไขซับซ้อนหรือเปลี่ยนบ่อย DSUM ใช้รวมค่า ส่วน DGET ใช้ดึงค่าเดียวที่ตรงเงื่อนไขพอดี

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนและเรียบเรียงโดย AI

← กลับหน้าบทความ
Line